การทำ Search Engine Optimization (SEO) อาจฟังดูซับซ้อนและต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคสูง แต่ความจริงแล้ว On-Page SEO ซึ่งเป็นกระบวนการปรับปรุงองค์ประกอบภายในหน้าเว็บของคุณนั้น สามารถเริ่มต้นและตรวจสอบได้ด้วยเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น การตรวจสอบ On-Page SEO เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีโครงสร้างที่ดีขึ้น มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มโอกาสในการถูกจัดอันดับในหน้าผลการค้นหา (SERP) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะแนะนำวิธีการตรวจสอบ On-Page SEO โดยใช้เครื่องมือพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำตามได้ทันที
1. ทำความเข้าใจกับ On-Page SEO และความสำคัญ
ก่อนที่จะลงมือตรวจสอบ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า On-Page SEO คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ
On-Page SEO คือการเพิ่มประสิทธิภาพองค์ประกอบต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์ของคุณ เพื่อให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาและบริบทของหน้านั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน รวมถึงการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ (User Experience – UX) องค์ประกอบหลักที่ต้องตรวจสอบประกอบด้วย:
-
แท็กชื่อ (Title Tag) และ คำอธิบายเมตา (Meta Description)
-
โครงสร้าง Heading ($H1$ – $H6$)
-
เนื้อหา (Content) และการใช้คำหลัก (Keywords)
-
รูปภาพ (Images) และแท็ก Alt
-
ความเร็วของหน้าเว็บ (Page Speed)
-
ความสามารถในการใช้งานบนมือถือ (Mobile-Friendliness)
การปรับปรุงองค์ประกอบเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะส่งสัญญาณบวกไปยัง Google ว่าเว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพ มีความเกี่ยวข้อง และคู่ควรที่จะติดอันดับต้น ๆ
2. เครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับมือใหม่
ในการตรวจสอบ On-Page SEO สำหรับมือใหม่ เราจะเน้นไปที่เครื่องมือที่ไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ซับซ้อน และมักเป็นเครื่องมือฟรีที่เข้าถึงได้ง่าย:
2.1. Google Search Console (GSC)
GSC เป็นเครื่องมือฟรีที่สำคัญที่สุดจาก Google เพื่อช่วยคุณตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บไซต์ในผลการค้นหา และแจ้งเตือนปัญหาทางเทคนิค
2.2. Google Analytics (GA)
GA ใช้ติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ UX และประสิทธิภาพของเนื้อหา
2.3. Web Browser Extensions (ส่วนขยายเบราว์เซอร์)
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้คุณตรวจสอบองค์ประกอบ On-Page ได้ทันทีขณะที่คุณกำลังดูหน้าเว็บ เช่น SEO Minion, MozBar หรือ Web Developer
2.4. เครื่องมือตรวจสอบความเร็ว (Google PageSpeed Insights)
เครื่องมือฟรีของ Google สำหรับวัดและวิเคราะห์ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ
3. การตรวจสอบองค์ประกอบหลักของ On-Page SEO
เราจะแบ่งการตรวจสอบออกเป็นองค์ประกอบหลัก ๆ ที่ต้องให้ความสำคัญ
3.1. การตรวจสอบ Title Tag และ Meta Description
องค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งแรกที่ผู้ใช้เห็นใน SERP และมีผลอย่างมากต่ออัตราการคลิกผ่าน (Click-Through Rate – CTR)
เครื่องมือที่ใช้: Web Browser Extensions หรือการดู Source Code ของหน้าเว็บ
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Web Browser Extensions | ส่วนขยายส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชัน “Analyze SEO” หรือ “On-Page Checker” คลิกที่เครื่องมือบนแถบเครื่องมือเพื่อดู Title Tag และ Meta Description ของหน้าเว็บนั้นทันที |
| การดู Source Code (แบบแมนนวล) | คลิกขวาบนหน้าเว็บแล้วเลือก “View Page Source” ($Ctrl + U$) ค้นหาแท็ก <title> และ <meta name="description"> |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ความยาว: Title Tag ควรมีความยาวประมาณ $50-60$ ตัวอักษร และ Meta Description ประมาณ $150-160$ ตัวอักษร คำหลัก: Title Tag ควรมีคำหลักหลักอยู่ด้วย และ Meta Description ควรดึงดูดใจและสรุปเนื้อหา |
| ข้อผิดพลาดทั่วไป | Title Tag และ Meta Description ซ้ำกันในหลายหน้า หรือยาวเกินไปจนถูกตัดออกใน SERP |
3.2. การตรวจสอบโครงสร้าง Heading ($H1$ – $H6$)
โครงสร้าง Heading ช่วยจัดระเบียบเนื้อหาและส่งสัญญาณลำดับชั้นของข้อมูลไปยัง Search Engine
เครื่องมือที่ใช้: Web Browser Extensions (เช่น SEO Minion)
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Web Browser Extensions | ใช้ฟังก์ชัน “Highlight Headings” หรือ “View Outline” ของส่วนขยาย เครื่องมือจะแสดงโครงสร้างของ $H1$ ถึง $H6$ ในรูปแบบผังหรือรายการ |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | H1: ต้องมี $H1$ เพียง หนึ่งเดียว ต่อหน้า และควรมีคำหลักหลักอยู่ ลำดับชั้น: ต้องใช้ลำดับชั้นที่ถูกต้อง (ห้ามข้าม $H2$ ไป $H4$) ความเกี่ยวข้อง: Heading แต่ละระดับควรมีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อหลัก |
| ข้อผิดพลาดทั่วไป | มี $H1$ มากกว่าหนึ่งอัน ใช้ Heading ผิดประเภท (ใช้จัดรูปแบบแทน) หรือข้ามลำดับชั้น ($H1$ ไป $H3$) |
3.3. การตรวจสอบความหนาแน่นและตำแหน่งของคำหลัก (Keyword Density and Placement)
แม้ว่า Google จะเน้นที่คุณภาพของเนื้อหา แต่การตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำหลักถูกใช้ในตำแหน่งที่เหมาะสมก็ยังคงสำคัญ
เครื่องมือที่ใช้: การอ่านด้วยตนเอง, เครื่องมือ SEO ฟรีบางตัวที่ให้ข้อมูล Keyword Density
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| การอ่านด้วยตนเอง | อ่านเนื้อหาของคุณและตรวจสอบว่าคำหลักหลักปรากฏอย่างเป็นธรรมชาติใน ย่อหน้าแรก และมีการกระจายตัวตลอดทั้งบทความหรือไม่ |
| Keyword Density Checker (ทางเลือก) | ใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อวัดความถี่ในการปรากฏของคำหลัก (ไม่ควรเกิน $1-3$%) |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ความเหมาะสม: คำหลักถูกใช้ใน $H1$, ย่อหน้าแรก, และแท็ก Alt (ถ้ามีรูปภาพ) ความเป็นธรรมชาติ: การใช้คำหลักต้องดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การยัดเยียดคำหลัก (Keyword Stuffing) |
| ข้อผิดพลาดทั่วไป | ใช้คำหลักซ้ำมากเกินไป หรือไม่ใช้คำหลักที่ต้องการติดอันดับเลย |
3.4. การตรวจสอบรูปภาพและการใช้ Alt Text
รูปภาพช่วยเพิ่มความน่าสนใจ แต่ต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อ SEO ด้วย
เครื่องมือที่ใช้: Web Browser Extensions หรือการดู Source Code
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Web Browser Extensions | ใช้ฟังก์ชันตรวจสอบรูปภาพ เครื่องมือจะแสดงรายชื่อรูปภาพและ Alt Text ของรูปภาพนั้น ๆ |
| การดู Source Code | ค้นหาวงเล็บ <img src="image.jpg" alt="[Alt Text ตรงนี้]"> |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | Alt Text: รูปภาพทุกภาพที่สื่อความหมายควรมี Alt Text ที่อธิบายรูปภาพอย่างชัดเจน การรวมคำหลัก: ใส่คำหลักหลักหรือคำหลักรองเข้าไปใน Alt Text ของรูปภาพหลักอย่างเหมาะสม |
| ข้อผิดพลาดทั่วไป | Alt Text ว่างเปล่า หรือ Alt Text ยาวเกินไปและเต็มไปด้วยคำหลักที่ไม่เกี่ยวข้อง |
4. การตรวจสอบปัจจัยด้านเทคนิคที่ส่งผลต่อ On-Page
ปัจจัยทางเทคนิคเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อ UX และการจัดอันดับ
4.1. การตรวจสอบความเร็วของหน้าเว็บ (Page Speed)
ความเร็วในการโหลดเป็นปัจจัยการจัดอันดับที่สำคัญของ Google
เครื่องมือที่ใช้: Google PageSpeed Insights
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Google PageSpeed Insights | เข้าไปที่เว็บไซต์ ใส่ URL ของคุณและกด “Analyze” |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | คะแนนรวม: พยายามทำให้คะแนน Mobile และ Desktop อยู่ในเกณฑ์ดี (สีเขียวหรือเหลือง) Core Web Vitals: ดูผลลัพธ์ของ LCP (Largest Contentful Paint) และ FID (First Input Delay) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญด้าน UX คำแนะนำ: เครื่องมือจะให้คำแนะนำเฉพาะเจาะจง เช่น การลดขนาดรูปภาพ หรือการปรับปรุงโค้ด |
4.2. การตรวจสอบ Mobile-Friendliness
Google ใช้ดัชนี Mobile-First Index หมายความว่าการจัดอันดับจะพิจารณาจากเวอร์ชันมือถือของเว็บไซต์เป็นหลัก
เครื่องมือที่ใช้: Google Search Console และ Google Mobile-Friendly Test
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Mobile-Friendly Test | ใช้เครื่องมือออนไลน์ของ Google โดยใส่ URL ของคุณ |
| Google Search Console | ไปที่ส่วน “Mobile Usability” เครื่องมือจะแจ้งเตือนหากมีหน้าใดที่ไม่เป็นมิตรกับมือถือ |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | ผลลัพธ์: หน้าเว็บต้องผ่านการทดสอบ “Page is mobile-friendly” ขนาดตัวอักษร: ต้องอ่านง่ายบนหน้าจอมือถือ พื้นที่สัมผัส: องค์ประกอบที่คลิกได้ต้องมีพื้นที่ห่างกันเพียงพอ |
4.3. การตรวจสอบ Internal และ External Links
ลิงก์ช่วยในการนำทางและส่งผ่านค่า SEO (Link Equity)
เครื่องมือที่ใช้: Web Browser Extensions (เช่น SEO Minion) หรือการตรวจสอบด้วยตนเอง
| วิธีตรวจสอบ | ขั้นตอนและสิ่งที่ต้องดู |
| Link Checkers | ส่วนขยายบางตัวช่วยในการตรวจสอบว่าลิงก์บนหน้าเว็บนั้นเป็น Internal Links (ลิงก์ภายในเว็บไซต์) หรือ External Links (ลิงก์ไปยังเว็บไซต์อื่น) |
| สิ่งที่ต้องตรวจสอบ | Internal Links: ควรมีลิงก์ไปยังหน้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในเว็บไซต์ เพื่อช่วยให้ Google รวบรวมข้อมูลได้ดีขึ้น External Links: ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่มีอำนาจ (Authority) สูง (เช่น แหล่งข้อมูลอ้างอิง) |
| ข้อผิดพลาดทั่วไป | ลิงก์เสีย (Broken Links) ซึ่ง Google Search Console จะแจ้งเตือนในส่วน “Coverage” |
5. การใช้ Google Search Console เพื่อหาจุดบกพร่อง
แม้ GSC จะดูเป็นเครื่องมือทางเทคนิค แต่การใช้งานเบื้องต้นนั้นง่ายมาก และเป็นแหล่งรวมข้อมูล On-Page SEO ที่สำคัญ:
-
Performance Report: ตรวจสอบคำหลักที่เว็บไซต์ของคุณติดอันดับ และ CTR ของ Title Tag ที่คุณตั้งไว้ หาก CTR ต่ำกว่า $1-2\%$ แสดงว่า Title Tag และ Meta Description อาจไม่ดึงดูดใจ
-
Coverage Report: รายงานนี้จะแจ้งปัญหาการทำดัชนี (Indexing) ซึ่งอาจเกิดจากปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับ On-Page SEO
-
Core Web Vitals Report: รายงานประสิทธิภาพความเร็วของหน้าเว็บโดยละเอียด ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ PageSpeed Insights
สรุป: การทำ On-Page SEO ด้วยเครื่องมือที่เข้าถึงง่าย
การตรวจสอบ On-Page SEO ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยาก การใช้เครื่องมือฟรีและเข้าถึงง่ายอย่าง Google Search Console, Google PageSpeed Insights และส่วนขยายเบราว์เซอร์ ช่วยให้มือใหม่สามารถวิเคราะห์องค์ประกอบสำคัญของหน้าเว็บได้ทันที
การเริ่มต้นจาก Title Tag ที่ดึงดูด, โครงสร้าง Heading ที่เป็นระเบียบ, รูปภาพที่มี Alt Text ที่ถูกต้อง และการทำให้ เว็บไซต์โหลดเร็วและเป็นมิตรกับมือถือ คือรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การเพิ่มอันดับใน Search Engine ได้อย่างยั่งยืน เมื่อคุณทำตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ คุณจะค่อย ๆ เห็นความแตกต่างในประสิทธิภาพ SEO ของเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน
สอนทำ SEO Onpage สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการลดค่าโฆษณา
SEO ช่วยให้ประหยัดค่าโฆษณาได้มากในระยะยาว การสอนทำ SEO Onpage จะทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจวิธีดันอันดับโดยไม่ต้องใช้เงินซื้อโฆษณา ผู้เรียนจะรู้วิธีสร้างคอนเทนต์คุณภาพ ปรับหน้าเว็บให้ตรงตามหลัก SEO และเพิ่มจำนวนลูกค้าแบบไม่สิ้นเปลือง
